ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

คปภ. จัดประชุมใหญ่เผยแพร่ผลการศึกษา - เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น ขยายผล “โมเดลชุมชนต้นแบบถนนปลอดภัย” สู่ 6 ท้องถิ่น ชู 5 กลยุทธ์ เชื่อมเกราะคุ้มครอง พ.ร.บ. โชว์ผลลัพธ์ประจักษ์ลดตาย - เจ็บเกิน 70%




คปภ. จัดประชุมใหญ่เผยแพร่ผลการศึกษา - เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น ขยายผล “โมเดลชุมชนต้นแบบถนนปลอดภัย” สู่ 6 ท้องถิ่น ชู 5 กลยุทธ์ เชื่อมเกราะคุ้มครอง พ.ร.บ. โชว์ผลลัพธ์ประจักษ์ลดตาย - เจ็บเกิน 70%


สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) จัดการประชุมเผยแพร่ผลการศึกษาและรับฟังความคิดเห็น “โครงการขับเคลื่อนมาตรการความปลอดภัยทางถนนและการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ประจำปี 2569” ณ ห้อง Amber โรงแรมอวานี รัชดา กรุงเทพฯ และผ่านระบบออนไลน์ Zoom Meeting โดยมีคณะทำงานพื้นที่ต้นแบบทั้ง 4 จังหวัด ได้แก่ ปราจีนบุรี นครนายก นครสวรรค์ และสุพรรณบุรี นำโดยผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ ตลอดจนภาคีเครือข่ายความปลอดภัยทางถนนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง มุ่งยกระดับบทบาทสำนักงาน คปภ. สู่การเป็นองค์กรกำกับดูแลเชิงรุก (Smart Regulator) ที่ใช้ข้อมูลชี้นำนโยบาย (Data-driven Policy) หลังมาตรการที่สำนักงาน คปภ. ผลักดันในพื้นที่นำร่องจังหวัดปราจีนบุรีประสบความสำเร็จ ลดอัตราการเสียชีวิตและอุบัติเหตุลงได้เฉลี่ยมากกว่า 70% พร้อมมอบหมายให้สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ในฐานะภาคีวิชาการ ร่วมถอดบทเรียนสู่ “5 กลยุทธ์เชิงพื้นที่” ขยายผลสู่ 6 ชุมชนต้นแบบใน 4 จังหวัด มุ่งตัดวงจรความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทางควบคู่การคุ้มครองสิทธิ พ.ร.บ. อย่างครบวงจร
นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. ให้เกียรติเป็นประธานเปิดการประชุม พร้อมกล่าวว่า อุบัติเหตุทางถนนแต่ละครั้งสร้างความสูญเสียอย่างประเมินค่าไม่ได้ต่อชีวิต สังคม และเศรษฐกิจครัวเรือน สำนักงาน คปภ. จึงปรับบทบาทเชิงรุกจากการกำกับดูแลการเยียวยาหลังเกิดเหตุ มาสู่ “การตัดวงจรความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง” โดยมอบหมายให้ TDRI ร่วมลงพื้นที่ศึกษาเชิงลึก ประสานพลังร่วมกับหน่วยงานระดับจังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ขับเคลื่อนงานผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่
- ลดความเสี่ยงตรงจุดด้วยข้อมูล (Data-driven Prevention): ใช้ฐานข้อมูลอุบัติเหตุเชิงลึกชี้เป้าจุดอันตรายและพฤติกรรมเสี่ยง เพื่อร่วมกับท้องถิ่นออกแบบวิศวกรรมจราจรและมาตรการควบคุมที่ตอบโจทย์เฉพาะพื้นที่
- สร้างเกราะคุ้มครองทั่วถึงและรวดเร็ว (Universal & Agile Protection): ผลักดันให้ประชาชนตระหนักรู้และเข้าถึงการทำประกันภัย พ.ร.บ. อย่างต่อเนื่อง 100% พร้อมเชื่อมโยงระบบให้ผู้ประสบภัยสามารถเบิกจ่าย ค่าสินไหมทดแทนได้อย่างสะดวกรวดเร็วและเป็นธรรม
- วัดผลลัพธ์เชิงประจักษ์ (Measurable Outcomes): กำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จที่ชัดเจน ทั้งการลดลงของ จุดเสี่ยง ตัวเลขอุบัติเหตุ และอัตราการถือครองกรมธรรม์ พ.ร.บ. ในชุมชน
ในโอกาสนี้ เลขาธิการ คปภ. ได้มอบโล่เชิดชูเกียรติแก่ 6 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ร่วมขับเคลื่อน “ชุมชนต้นแบบถนนปลอดภัยและการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ประจำปี 2569” ได้แก่ เทศบาลเมืองหนองกี่ และ องค์การบริหารส่วนตำบลท่าตูม (จังหวัดปราจีนบุรี) องค์การบริหารส่วนตำบลสาริกา (จังหวัดนครนายก) เทศบาลเมืองสุพรรณบุรี (จังหวัดสุพรรณบุรี) ตลอดจน เทศบาลนครนครสวรรค์ และ องค์การบริหารส่วนตำบลตาคลี (จังหวัดนครสวรรค์)
ด้าน ดร.สุเมธ องกิตติกุล รองประธานและผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ TDRI ได้นำเสนอผลการศึกษาหัวข้อ “ผลการศึกษาจากกิจกรรมชุมชนต้นแบบ สู่นโยบายและกฎหมายความปลอดภัยทางถนน โดยภาคประกันภัย” ระบุว่า แม้สถิติผู้เสียชีวิตทางถนนของไทยในปี 2568 จะลดลง 8% (เหลือ 16,078 ราย) แต่ยังไม่บรรลุเป้าหมายตามแผนแม่บทด้านความปลอดภัยทางถนน (ฉบับที่ 5) ขณะที่ข้อมูล e-Claim ของบริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด สะท้อนว่าความรุนแรงของอุบัติเหตุและผู้บาดเจ็บสาหัสยังมีแนวโน้มสูง ซึ่งผลจากการติดตามมาตรการที่สำนักงาน คปภ. ริเริ่มในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี (ข้อมูลถึง 31 สิงหาคม 2569) แสดงผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่
- จุดเสี่ยงทางลงเขาปู่โทน การติดตั้งระบบ GPS ควบคุมความเร็วรถเชิงพาณิชย์ ส่งผลให้ จำนวนผู้เสียชีวิตเฉลี่ยลดลงถึง 75%
- จุดเสี่ยงหน้าเขตอุตสาหกรรมกบินทร์บุรี การกำหนดเขตจำกัดความเร็วไม่เกิน 60 กม./ชม. ร่วมกับการกวดขันวินัยจราจร ส่งผลให้ การเกิดอุบัติเหตุเฉลี่ยลดลงถึง 77%
- การสร้างวินัยการขับขี่ในกลุ่มเยาวชน พบว่า เยาวชนในสถานศึกษาที่ดำเนินโครงการ มีอัตราผู้สอบผ่านใบขับขี่ เพิ่มขึ้น 1.9 เท่า พร้อมยกระดับมาตรการความปลอดภัยบนถนนต้นแบบปราจีนอนุสรณ์อย่างเข้มข้น
สำหรับการขยายผลโครงการในปี 2569 สำนักงาน คปภ. ได้มอบหมายให้คณะวิจัยต่อยอดสู่ 4 จังหวัด 6 ท้องถิ่น สังเคราะห์แนวทางเป็น “5 กลยุทธ์เชิงพื้นที่” ได้แก่ 1) กลยุทธ์สื่อสารลดเสี่ยงจักรยานยนต์ 2) เขตเมืองปลอดภัย 3) เส้นทางเลี่ยงเมืองปลอดภัย 4) พื้นที่รอบนิคมอุตสาหกรรมปลอดภัย และ 5) พื้นที่รอบสถานศึกษาปลอดภัย พร้อมเสนอเชิงนโยบายให้บรรจุทั้ง 5 กลยุทธ์เข้าสู่กลไกศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) และคณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ (กบจ.) บูรณาการงบประมาณจังหวัด กองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน และงบ CSR ของภาคธุรกิจประกันภัย ตลอดจนเสนอให้สำนักงาน คปภ. ศึกษาแนวทางพัฒนากฎหมายให้กองทุนทดแทนผู้ประสบภัยสามารถสนับสนุนงานป้องกันอุบัติเหตุเชิงรุกได้อย่างคล่องตัว
ไฮไลต์สำคัญของการประชุม คือเวทีเสวนาและรับฟังความคิดเห็นในหัวข้อ “ก้าวต่อไปของชุมชนต้นแบบถนนปลอดภัยไทย” ดำเนินรายการโดย คุณพีระพงษ์ เตชะทัชตานนท์ นักจัดการด้านข้อมูลและสื่อสารความรู้ “Data Hatch” ซึ่งเปิดเวทีระดมความคิดเห็นจาก 5 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ นายพงษ์ศักดิ์ ชีวรัตนพงษ์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ผู้แทนสำนักงาน คปภ. นายประยูร ภู่แส รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด ผู้แทนภาคธุรกิจประกันภัย นายชอ พงษ์อ้อ รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าตูม ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นายดุสิต ศิริวราศัย ผู้อำนวยการกองบูรณาการความปลอดภัยทางถนน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ผู้แทนหน่วยงานด้านนโยบาย และ นพ.อนุชา เศรษฐเสถียร รองประธานแผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด (สอจร.) ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางถนน
ทั้งนี้ เวทีรับฟังความคิดเห็นได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมประชุมทั้งในห้องประชุมและผ่านระบบ Zoom Meeting ร่วมแลกเปลี่ยน สะท้อนมุมมองและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายอย่างกว้างขวาง เพื่อร่วมกันชี้เป้าปัญหาเชิงโครงสร้างในพื้นที่จริง ปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมาย การเชื่อมโยงฐานข้อมูลอุบัติเหตุแบบไร้รอยต่อ และการบูรณาการงบประมาณเพื่อขับเคลื่อนงานในระดับพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสำนักงาน คปภ. จะรวบรวมทุกข้อคิดเห็นเชิงปฏิบัติการจากพื้นที่ไปสังเคราะห์เป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและการปรับปรุงระเบียบกฎหมายให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างแท้จริงต่อไป
สำนักงาน คปภ. มุ่งมั่นที่จะใช้พลังแห่งการบูรณาการและกลไกการประกันภัย เพื่อสร้างความปลอดภัยและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ภายใต้เป้าหมายสำคัญ “ประชาชนเดินทางปลอดภัยขึ้น มีเกราะคุ้มครองจาก พ.ร.บ. อย่างต่อเนื่อง และได้รับการดูแลเยียวยาทันทีเมื่อเกิดเหตุ” ผู้สนใจสามารถติดตามสรุปผลการศึกษาและรับชมวิดีโอย้อนหลังการดำเนินโครงการใน 4 จังหวัด 6 พื้นที่ ได้ทางช่อง YouTube ของกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยจากรถ และ TDRI


 

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ผู้ถือหุ้นประจำปี สุทธิเกียรติ   จิราธิวัฒน์ (ที่ 5 จากขวา) ประธานกรรมการ   บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด(มหาชน)   เป็นประธานในที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2563   จัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้น พร้อมด้วยสุทธิชัย   จิราธิวัฒน์        (ที่ 5 จากซ้าย) รองประธานกรรมการ และคณะกรรมการบริษัทโดยมี   วิเชียร   เตชะไพบูลย์(ที่ 4 จากขวา), สุทธิศักดิ์   จิราธิวัฒน์ (ที่ 3 จากขวา), ปริญญ์   จิราธิวัฒน์ (ที่ 2 จากขวา), พิสิฐ   กุศลาไสยานนท์ (ที่ 4 จากซ้าย), โสภาวดี          เลิศมนัสชัย (ที่ 3 จากซ้าย), ธีระยุทธ   จิราธิวัฒน์ (ขวาสุด), เกริด เคิร์ก สตีป (ที่ 2 จากซ้าย) และนรชิต   สิงหเสนี   (ซ้ายสุด)   เข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน    ณ ห้องบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ภาพบุคคลจากซ้ายไปขวา 1.         นรชิต     สิงหเสนี      ...
ไทยประกันชีวิตต่อยอดแนวคิด Eco-Health System ชวนวิ่งเพื่อเสริมสร้างสุขภาพในรูปแบบ Virtual Run “ Run To The World 2020 ” วิ่งขนานกับมาราธอนระดับโลก โดยไม่ต้องเดินทางไปแข่งขันจริง รองรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน พร้อมมีส่วนร่วมช่วยเหลือสังคม รายได้ส่วนหนึ่งสมทบโครงการ “หนึ่งคนให้ หลายคนรับ เพื่อชีวิตใหม่หัวใจเด็ก” ผ่าตัดเด็กโรคหัวใจที่ขาดแคลนโอกาส นางดวงเดือน คงคาสวัสดิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากแนวคิดการดำเนินธุรกิ จมุ่งสู่การเป็นทุกคำตอบของชีวิต หรือ Life Solutions ผ่านการส่งมอบสุขภาพที่ดี ชีวิตที่มั่งคั่ง มั่นคง และการสร้างความสุขด้วยการเติมเต็มคุณค่าชีวิตให้กับลูกค้าและคนไทย ไทยประกันชีวิตจึงวางแนวทางการ สร้าง Eco-Health System เพื่อส่งเสริมสุขภาพที่ดีอย่างครบวงจร ในปี 2563 ไทยประกันชีวิตจึงร่วมมือกับพันธมิตร บริษัท ไทยดอทรัน จำกัด จัดกิจกรรมวิ่งในรูปแบบ Virtual Run เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ผู้ที่รักสุขภาพและชื่นชอบการออกกำลังกายด้วยการวิ่ง โดยจัดเป็นซีรีย์พิเศษ “ Run To The World 2020 ” กิจกรรมวิ่งที่ทำให้ทุกคนสามารถเป็...
กสิกรไทยส่งคลิปภาคต่อ สร้างความรู้สึกดีๆ # รวมใจไม่ทิ้งกัน คุณค่าของการ "ให้" ที่ทำให้คนไทยไม่เคยทิ้งกัน             ธนาคารกสิกรไทย ปล่อยคลิปภาคต่อ # รวมใจไม่ทิ้งกัน คุณค่าของการ "ให้" ที่ถ่ายทอดเรื่องจริงจากเจ้าของธุรกิจในช่วงเวลาที่เดือดร้อนจากวิกฤตโควิด -19 ที่มาแบบไม่ทันตั้งตัว ส่งผลกระทบกับทุกคน แต่จากการ “ให้” และการ “ไม่รับ” ทำให้ทุกคนรอดไปด้วยกัน ช่วยต่อธุรกิจ และต่อลมหายใจให้กับทุกคน             ภาพยนตร์โฆษณา นี้สร้างจากเรื่องจริงของลูกค้าส่วนหนึ่งจากลูกค้านับแสนรายที่ธนาคารฯ ได้พบระหว่างดำเนินการให้ความช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากโควิด- 19 ในโครงการ “สินเชื่อ 0 % เพื่อรักษาคนงานเอสเอ็มอี” จึงอยากถ่ายทอดเรื่องราว เพื่อเป็นกำลังใจให้กับเจ้าของธุรกิจทุกคน แม้ในยามยากลำบากยังมีคนที่พร้อมจะเสียสละเพื่อคนอื่นอยู่เสมอ เป็นสิ่งสวยงามที่เกิดขึ้นในยามวิกฤต โดยได้ถ่ายทอดเรื่องจริงของเจ้าของธุรกิจ 2 บริษัทที่ต้องพาธุรกิจและพนักงานฝ่าวิกฤตโควิ...