ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มอง ความเข้มข้นในการปล่อยคาร์บอนต่ำ เครดิตการกู้อาจดีกว่า?: บทเรียนจากยุโรปสู่ธุรกิจไทย




ศูนย์วิจัยกสิกรไทย  มอง  ความเข้มข้นในการปล่อยคาร์บอนต่ำ เครดิตการกู้อาจดีกว่า?: บทเรียนจากยุโรปสู่ธุรกิจไทย


  • ​​​การปล่อยคาร์บอนอาจเกี่ยวกับอันดับเครดิต (Credit Rating) หากธุรกิจมีความเข้มข้นในการปล่อยคาร์บอนสูงกว่าค่าเฉลี่ยในกลุ่ม ทำให้ธุรกิจต้องรับต้นทุนและเงินลงทุนในการปรับตัวมากกว่า ซึ่งหากกดดันกำไร กระแสเงินสด และความสามารถชำระหนี้ ก็อาจส่งผลต่ออันดับเครดิตในการกู้ยืม
  • ผลการศึกษาบริษัทใน DAX และ FTSE100 พบว่ากลุ่มความเข้มข้นในการปล่อยคาร์บอนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมี Credit Rating ดีกว่า โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม สินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นและไม่จำเป็น ส่วนหนึ่งอาจมาจากความหลากหลายของสินค้าและกระบวนการผลิต ทำให้การใช้พลังงาน ความเข้มข้นในการปล่อยคาร์บอน ต้นทุนในการปรับตัว ฐานะการเงินตลอดจน Credit Rating แตกต่างกันระหว่างบริษัท
  • หากไทยเริ่มใช้ ETS ธุรกิจที่วางแผนลดการปล่อยคาร์บอนควบคู่กับการบริหารต้นทุนและเงินลงทุน จะรับมือกับภาระทางการเงินได้ดีขึ้น โดยควรประเมินต้นทุนคาร์บอนที่อาจเพิ่มขึ้น เงินลงทุนที่ต้องใช้ในการลดการปล่อย และผลต่อกระแสเงินสดและความสามารถชำระหนี้ เพื่อไม่ให้การปรับตัวกดดันฐานะการเงินและเครดิตของธุรกิจ

     

การปล่อยคาร์บอนเกี่ยวข้องกับเครดิตการกู้ยืมอย่างไร?

        บริษัทที่มีความเข้มข้นในการปล่อยคาร์บอนสูงกว่าคู่แข่ง อาจเผชิญแรงกดดันด้านเครดิตการกู้ยืมมากกว่า หากภาระต้นทุนจากการปล่อยคาร์บอนและเงินลงทุนเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนสูงจนกระทบความสามารถชำระหนี้

        การปล่อยคาร์บอนอาจเชื่อมโยงกับเครดิตผ่านฐานะการเงินของธุรกิจ หากต้นทุนจากการปล่อยและเงินลงทุนเพื่อปรับตัวเพิ่มขึ้น อาจกดดันกำไรและกระแสเงินสด ส่งผลต่อความสามารถชำระหนี้ และอาจเพิ่มแรงกดดันต่ออันดับเครดิตในระยะต่อไป

        กรณีตัวอย่าง ในปี 2016 บริษัท RWE ถูก S&P ปรับลดอันดับเครดิตจาก BBB เป็น BBB-  หลังบริษัทเผชิญแรงกดดันทางการเงินจากนโยบายยุติการใช้พลังงานนิวเคลียร์ของเยอรมนี ประกอบกับปัจจัยด้านผลประกอบการและการปรับโครงสร้างธุรกิจ สะท้อนว่า หากการเปลี่ยนผ่านสร้างภาระทางการเงินมากพอ ก็อาจส่งผลต่อเครดิตของบริษัทได้

 

บทเรียนจากยุโรป: กลุ่มความเข้มข้นในการปล่อยคาร์บอนต่ำมีอันดับเครดิตดีกว่าในหลายธุรกิจ
        การศึกษานี้เปรียบเทียบบริษัทที่ความเข้มข้นในปล่อยคาร์บอนต่ำและสูงเมื่อเทียบกับธุรกิจ เดียวกัน มีความแตกต่างด้านเครดิตได้มากน้อยเพียงใด โดยดูจากส่วนต่างอันดับเครดิตเฉลี่ย (Credit Rating Gap) ระหว่าง 2 กลุ่ม โดยค่าที่เป็นบวกมากขึ้น หมายถึงกลุ่มปล่อยต่ำมีอันดับเครดิตเฉลี่ยดีกว่า จากนั้นจึงเปรียบเทียบผลระหว่างกลุ่ม ETS และ Non-ETS ว่ามีรูปแบบแตกต่างกันหรือไม่
        บริษัทใน DAX และ FTSE100 ช่วงปี 2014–2019 พบว่ากลุ่มที่อยู่ภายใต้ ETS มีส่วนต่างอันดับเครดิตเฉลี่ย (Credit Rating Gap) เพียง 0.13 เทียบกับ 0.50 ในกลุ่ม Non-ETS  Credit Rating Gap ที่แคบกว่าในกลุ่ม ETS อาจสะท้อนว่าเมื่อบริษัทเผชิญแรงกดดันจากกฎคาร์บอนภายใต้กติกาเดียวกัน ทำให้ความแตกต่างระหว่างบริษัทลดลงบางส่วน ขณะที่กลุ่ม Non-ETS ยังไม่มีภาระจาก ETS โดยตรง ความแตกต่างของอันดับเครดิตจึงอาจสะท้อนความสามารถในการบริหารต้นทุน พลังงาน และเทคโนโลยีของแต่ละบริษัทมากกว่า

        นอกจากนี้ กลุ่มความเข้มข้นในการปล่อยคาร์บอนต่ำมีอันดับเครดิตเฉลี่ยดีกว่าในหลายสาขาธุรกิจทั้งภายใต้ ETS และ Non-ETS  โดยกลุ่มอุตสาหกรรมและสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นมี Credit Rating Gap เท่ากันอยู่ที่ 0.55 ขณะที่กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคไม่จำเป็น มี Credit Rating Gap 0.41  ส่วนหนึ่งอาจสะท้อนความหลากหลายของสินค้า กระบวนการผลิต และห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งทำให้การใช้พลังงาน ความเข้มข้นในการปล่อยคาร์บอน ต้นทุนในการปรับตัว และผลการดำเนินงานแตกต่างกันระหว่างบริษัท

        ขณะที่กลุ่มอื่นๆ ไม่พบความแตกต่างที่ชัดเจน สะท้อนว่าในบางธุรกิจ ความเข้มข้นในการปล่อยคาร์บอนอาจไม่ใช่ปัจจัยหลักที่แยกความแตกต่างด้านเครดิต รวมถึงข้อจำกัดจากจำนวนบริษัทที่ค่อนข้างจำกัดในบางธุรกิจ จึงต้องพิจารณาปัจจัยทางธุรกิจและฐานะการเงินอื่นร่วมด้วย

        บทเรียนจากยุโรปจึงสะท้อนว่า คาร์บอนอาจเป็นหนึ่งในสัญญาณด้านเครดิต ผ่านต้นทุนจากการปล่อยและเงินลงทุนเพื่อปรับตัว ซึ่งอาจกดดันฐานะการเงินและความสามารถชำระหนี้ของธุรกิจ โดยความสัมพันธ์ดังกล่าวแตกต่างกันตามสาขาธุรกิจ

        หากแรงกดดันดังกล่าวส่งผลให้อันดับเครดิตอ่อนลง ต้นทุนการกู้ยืมก็อาจสูงขึ้นตาม เนื่องจากผู้ให้กู้หรือนักลงทุนอาจต้องการผลตอบแทนเพิ่มขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงที่สูงขึ้น ขณะที่เงื่อนไขสินเชื่อหรือการระดมทุนอาจเข้มงวดขึ้น

เมื่อไทยมี ETS ธุรกิจควรเตรียมอะไร?

        บทเรียนจากยุโรปมีความสำคัญกับไทยมากขึ้น เนื่องจากไทยกำลังพัฒนาระบบ ETS ภายใต้ร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะทำให้การปล่อยคาร์บอนของธุรกิจที่อยู่ในขอบเขตเริ่มเชื่อมโยงกับต้นทุนทางการเงินโดยตรงมากขึ้น โดยคาดว่า พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะมีผลบังคับใช้ภายในปี 2570 ขณะที่ ETS มีแผนเข้าสู่ระยะแรกในปี 2574
        ภายใต้ ETS หากธุรกิจปล่อยเกินสิทธิที่ได้รับ อาจต้องซื้อสิทธิเพิ่ม หรือลงทุนเพื่อลดการปล่อย ส่งผลต่อต้นทุน เงินลงทุน กระแสเงินสด และความสามารถชำระหนี้ของบริษัท ดังนั้น ธุรกิจจึงควรเตรียม 3 เรื่อง ดังนี้
 
1. ประเมินความเสี่ยงจากการปล่อยคาร์บอน ประเมินว่าธุรกิจปล่อยคาร์บอนจากส่วนใดมากที่สุด ทั้งจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (Scope 1) การปล่อยทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (Scope 2) และการปล่อยทางอ้อมอื่น ๆ ในห่วงโซ่อุปทาน (Scope 3) รวมถึงประเมิน ต้นทุนจากการปล่อยคาร์บอนที่จะเพิ่มขึ้น เพื่อดูว่ากิจกรรมใดมีความเสี่ยงมากที่สุดและควรจัดการลดก่อน
 
2. จัดลำดับการลงทุนในโครงการลดการปล่อยคาร์บอน จากเงินลงทุนที่ต้องใช้ ปริมาณการปล่อยคาร์บอนที่ลดได้ ต้นทุนที่ประหยัดได้ และระยะเวลาคืนทุน เพื่อให้เงินลงทุนถูกใช้กับมาตรการที่ลดการปล่อยคาร์บอนได้จริงและสร้างผลตอบแทนทางธุรกิจได้เหมาะสมที่สุด
 
3. เลือกแหล่งเงินทุนให้เหมาะกับฐานะการเงิน พิจารณาว่าจะโครงสร้างในการลงทุน (Capital Structure) โดยไม่ทำให้ภาระหนี้และต้นทุนสูงเกินความสามารถชำระหนี้ เพราะอาจกดดันเครดิตในการกู้ยืมในระยะต่อไป 
 
        ธุรกิจจึงควรเตรียมทั้งข้อมูลการปล่อยคาร์บอน แผนลงทุนลดการปล่อยคาร์บอน และแหล่งเงินทุนให้สอดคล้องกัน เพื่อให้การปรับตัวไม่เพิ่มภาระจนกระทบกระแสเงินสด ความสามารถชำระหนี้ และเครดิตการกู้ยืม


ภาคผนวก
 
ข้อมูลที่ใช้ในการศึกษา
 

  • ใช้ข้อมูลบริษัทในยุโรป (DAX และ FTSE100) ระหว่างปี 2014 - 2019  เนื่องจากยุโรปใช้ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) ตั้งแต่ปี 2005 จึงมีข้อมูลย้อนหลังเพียงพอสำหรับศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างต้นทุนคาร์บอน ฐานะการเงิน และอันดับเครดิต ขณะที่ไทยยังไ​ม่มีข้อมูลหลังการใช้ ETS มากพอสำหรับศึกษาในลักษณะเดียวกัน
  • การแบ่งกลุ่ม ETS และ Non-ETS เพื่อเปรียบเทียบว่าความสัมพันธ์ระหว่างการปล่อยคาร์บอนกับอันดับเครดิตแตกต่างกันหรือไม่ ระหว่างธุรกิจที่เผชิญต้นทุนและกฎด้านคาร์บอนจาก ETS โดยตรง กับธุรกิจที่ไม่ได้อยู่ภายใต้ ETS โดยตรง

 
วิธีการศึกษา

  • การแบ่งกลุ่มการปล่อยคาร์บอน ใช้ความเข้มการปล่อยคาร์บอน ซึ่งคำนวณจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงจากการดำเนินงานของบริษัท (Scope 1) และ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงานที่ซื้อมา (Scope 2) ต่อรายได้ แล้วเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมเดียวกัน บริษัทที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยจัดเป็น กลุ่มความเข้มข้นในการปล่อยคาร์บอนต่ำ และบริษัทที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยจัดเป็นกลุ่มความเข้มข้นในการปล่อยคาร์บอนสูง 
  • การเปรียบเทียบอันดับเครดิต แปลงอันดับเครดิตเป็นคะแนน 0–7 โดย D=0 และ AAA=7 เพื่อเปรียบเทียบอันดับเครดิตเฉลี่ยระหว่างกลุ่มและอุตสาหกรรม โดยเป็นการเปรียบเทียบตามระดับหลักของอันดับเครดิต ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงรายขั้นย่อย​ 
  • การทดสอบความสัมพันธ์ ใช้แบบจำลองโลจิตแบบมีลำดับ (Ordered Logit) และแบบจำลองถดถอยเชิงเส้น (Linear Regression) เพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างระดับการปล่อยคาร์บอนกับอันดับเครดิต โดยพบความสัมพันธ์ที่มีนัยสำคัญทางสถิติ เฉพาะแบบจำลอง Ordered Logit (p<0.01) ขณะที่แบบจำลองถดถอยเชิงเส้นไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญ

 

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ผู้ถือหุ้นประจำปี สุทธิเกียรติ   จิราธิวัฒน์ (ที่ 5 จากขวา) ประธานกรรมการ   บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด(มหาชน)   เป็นประธานในที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2563   จัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้น พร้อมด้วยสุทธิชัย   จิราธิวัฒน์        (ที่ 5 จากซ้าย) รองประธานกรรมการ และคณะกรรมการบริษัทโดยมี   วิเชียร   เตชะไพบูลย์(ที่ 4 จากขวา), สุทธิศักดิ์   จิราธิวัฒน์ (ที่ 3 จากขวา), ปริญญ์   จิราธิวัฒน์ (ที่ 2 จากขวา), พิสิฐ   กุศลาไสยานนท์ (ที่ 4 จากซ้าย), โสภาวดี          เลิศมนัสชัย (ที่ 3 จากซ้าย), ธีระยุทธ   จิราธิวัฒน์ (ขวาสุด), เกริด เคิร์ก สตีป (ที่ 2 จากซ้าย) และนรชิต   สิงหเสนี   (ซ้ายสุด)   เข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน    ณ ห้องบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ภาพบุคคลจากซ้ายไปขวา 1.         นรชิต     สิงหเสนี      ...
ไทยประกันชีวิตต่อยอดแนวคิด Eco-Health System ชวนวิ่งเพื่อเสริมสร้างสุขภาพในรูปแบบ Virtual Run “ Run To The World 2020 ” วิ่งขนานกับมาราธอนระดับโลก โดยไม่ต้องเดินทางไปแข่งขันจริง รองรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน พร้อมมีส่วนร่วมช่วยเหลือสังคม รายได้ส่วนหนึ่งสมทบโครงการ “หนึ่งคนให้ หลายคนรับ เพื่อชีวิตใหม่หัวใจเด็ก” ผ่าตัดเด็กโรคหัวใจที่ขาดแคลนโอกาส นางดวงเดือน คงคาสวัสดิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากแนวคิดการดำเนินธุรกิ จมุ่งสู่การเป็นทุกคำตอบของชีวิต หรือ Life Solutions ผ่านการส่งมอบสุขภาพที่ดี ชีวิตที่มั่งคั่ง มั่นคง และการสร้างความสุขด้วยการเติมเต็มคุณค่าชีวิตให้กับลูกค้าและคนไทย ไทยประกันชีวิตจึงวางแนวทางการ สร้าง Eco-Health System เพื่อส่งเสริมสุขภาพที่ดีอย่างครบวงจร ในปี 2563 ไทยประกันชีวิตจึงร่วมมือกับพันธมิตร บริษัท ไทยดอทรัน จำกัด จัดกิจกรรมวิ่งในรูปแบบ Virtual Run เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ผู้ที่รักสุขภาพและชื่นชอบการออกกำลังกายด้วยการวิ่ง โดยจัดเป็นซีรีย์พิเศษ “ Run To The World 2020 ” กิจกรรมวิ่งที่ทำให้ทุกคนสามารถเป็...
กสิกรไทยส่งคลิปภาคต่อ สร้างความรู้สึกดีๆ # รวมใจไม่ทิ้งกัน คุณค่าของการ "ให้" ที่ทำให้คนไทยไม่เคยทิ้งกัน             ธนาคารกสิกรไทย ปล่อยคลิปภาคต่อ # รวมใจไม่ทิ้งกัน คุณค่าของการ "ให้" ที่ถ่ายทอดเรื่องจริงจากเจ้าของธุรกิจในช่วงเวลาที่เดือดร้อนจากวิกฤตโควิด -19 ที่มาแบบไม่ทันตั้งตัว ส่งผลกระทบกับทุกคน แต่จากการ “ให้” และการ “ไม่รับ” ทำให้ทุกคนรอดไปด้วยกัน ช่วยต่อธุรกิจ และต่อลมหายใจให้กับทุกคน             ภาพยนตร์โฆษณา นี้สร้างจากเรื่องจริงของลูกค้าส่วนหนึ่งจากลูกค้านับแสนรายที่ธนาคารฯ ได้พบระหว่างดำเนินการให้ความช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากโควิด- 19 ในโครงการ “สินเชื่อ 0 % เพื่อรักษาคนงานเอสเอ็มอี” จึงอยากถ่ายทอดเรื่องราว เพื่อเป็นกำลังใจให้กับเจ้าของธุรกิจทุกคน แม้ในยามยากลำบากยังมีคนที่พร้อมจะเสียสละเพื่อคนอื่นอยู่เสมอ เป็นสิ่งสวยงามที่เกิดขึ้นในยามวิกฤต โดยได้ถ่ายทอดเรื่องจริงของเจ้าของธุรกิจ 2 บริษัทที่ต้องพาธุรกิจและพนักงานฝ่าวิกฤตโควิ...