ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ชวนเปลี่ยน "วิกฤตน้ำ" ให้เป็นโอกาสสร้าง "ภูมิคุ้มกันน้ำ” ต่อยอดสู่ต้นทุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน




ชวนเปลี่ยน "วิกฤตน้ำ" ให้เป็นโอกาสสร้าง "ภูมิคุ้มกันน้ำ” ต่อยอดสู่ต้นทุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

 

เมื่อพูดถึงภัยน้ำท่วมหรือภัยแล้ง ภาพจำที่เราต่างคุ้นเคยกันดีคือความเสียหายของบ้านเรือน พืชผลทางการเกษตร หรือถนนหนทางที่ถูกตัดขาด แต่ในความเป็นจริง วิกฤตเรื่องน้ำกระทบไกลกว่านั้น ทั้งเรื่องปากท้อง การทำมาหากิน สุขภาพ และโอกาสทางเศรษฐกิจของพวกเราทุกคน โดยเฉพาะในประเทศไทย

และทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติเกี่ยวกับน้ำ ผู้คนมักชินกับการตั้งรับและรอเยียวยา ขณะที่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็มักจะรอให้เกิดเหตุก่อนแล้วค่อยเข้าไปช่วยเหลือ แต่มาในวันนี้ เวที ESG Symposium 2026 ได้ชวนเรามองมุมใหม่ เพื่อเปลี่ยนสถานะจากผู้ประสบภัยจากวิกฤตน้ำ หรือ Water Crisis ไปสู่โอกาสในการสร้าง “ภูมิคุ้มกันน้ำ” หรือ Water Resilience โดยแนะแนวทางการเตรียมความพร้อมเชิงรุกไว้ล่วงหน้า เพื่อให้ในวันที่ต้องเจอภัยพิบัติ ธุรกิจยังเดินหน้าต่อได้ ชุมชนไม่สูญเสียรายได้ และทุกคนกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติสุขได้รวดเร็วที่สุด

 

วางแผนให้การป้องกันความเสี่ยงกับการเติบโตของธุรกิจเป็นเรื่องเดียวกัน

Bain & Company ได้เสนอแนะแนวทางสร้างภูมิคุ้มกันน้ำเพื่อรับมือวิกฤตน้ำว่าควรวางแผนปรับตัวรับสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง หรือ Climate Adaptation ไปพร้อมกัน และไม่ควรมองในมุมที่แคบเกินไป โดยจำกัดอยู่แค่การจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติ การประเมินความสูญเสียทางเศรษฐกิจในแง่ของมูลค่าความเสียหายจากภัยพิบัติ และผลกระทบทางเศรษฐกิจในระยะสั้นเท่านั้น เพราะเมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้นจริง ส่งผลกระทบไปถึงระบบเศรษฐกิจ สุขภาพ และความเป็นอยู่ทางสังคมโดยรวมด้วย

ยิ่งสำหรับคนทำธุรกิจ การเปลี่ยนความเสี่ยงให้เป็นโอกาสใหม่ในการวางกลยุทธ์ขับเคลื่อนองค์กร ควบคู่ไปกับการการดูแลกิจการและทรัพย์สินที่มีอยู่เป็นสิ่งที่ต้องทำทันที โดย Bain & Company เน้นย้ำให้ทุกองค์กรเห็นความสำคัญของการวางแผนปกป้องมูลค่าธุรกิจด้วยการซื้อประกันภัยเพื่อลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจเมื่อเกิดภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว และควรทำควบคู่ไปกับวางแผนกลยุทธ์การตลาดเพื่อมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ จากการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วย

 

ถ้าธุรกิจใดทำได้ ก็เท่ากับสามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับแนวคิด Resilient Growth หรือการเติบโตที่ยืดหยุ่น ที่ให้ความสำคัญกับการรับมือความเสี่ยงและการเติบโตทางธุรกิจไม่น้อยไปกว่ากัน เพราะการลงทุนเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่เกิดจากภัยพิบัติเป็นแนวทางการปรับตัวที่ชาญฉลาดกว่าการรอให้เกิดความเสียหายก่อนอย่างแน่นอน




 

ประเมินความเสี่ยงให้ชัด เพื่อรับมือได้ตรงจุด

Swiss Re ได้เน้นย้ำถึงแนวโน้มความสูญเสียจากภัยพิบัติทางธรรมชาติทั่วโลกที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และภูมิภาคเอเชียถือเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดย สถาบันวิจัย Swiss Re ระบุว่าในปี 2026 มูลค่าความสูญเสียจากภัยธรรมชาติทั่วโลกมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมเติบโตสูงถึง 12% ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกถึงสองเท่า

โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความเสียหายรุนแรงขึ้น ไม่ได้มาจากตัวภัยพิบัติเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลมาจาก “Exposure Growth” หรือการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ทำให้มีอาคาร ทรัพย์สิน และโครงสร้างพื้นฐานตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติมากขึ้น

ยิ่งมีการกระจุกตัวของทรัพย์สินในพื้นที่เสี่ยงมากเท่าใด มูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจก็ยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น การตัดสินใจเลือกทำเล การวางแผนโครงสร้างพื้นฐาน และการออกแบบอาคาร จึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบตั้งแต่วินาทีแรกของการเริ่มลงทุน

ในการประชุมครั้งนี้ Swiss Re ยังได้นำเสนอแนวทางการประเมินความเสี่ยงผ่าน 3 มิติหลักเพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำ ได้แก่

  • Hazard (ระดับภัยพิบัติ): ภัยพิบัตินั้นมีความรุนแรงมากน้อยเพียงใด?
  • Exposure (การเปิดรับความเสี่ยง): มีทรัพย์สินหรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจใดบ้างตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ?
  • Vulnerability (ความเปราะบาง): ทรัพย์สินเหล่านั้นมีความเปราะบางต่อความเสียหายมากแค่ไหน?

 

และเมื่อนำผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นมาคำนวณและแปลงเป็น “มูลค่าตัวเงิน” ผู้บริหารจะสามารถมองเห็นภาพได้อย่างชัดเจนทันทีว่า ความเสี่ยงจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างไร และควรเลือกลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงในจุดใดก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งสร้างความชัดเจนได้มากกว่าเพียงแค่การรับรู้ว่าพื้นที่นั้นมีความเสี่ยง โดยไม่เข้าใจถึงผลกระทบทางการเงินที่แท้จริงต่อธุรกิจ

 

นอกจากนั้น Swiss Re ยังได้เน้นย้ำถึงบทบาทที่เสริมซึ่งกันและกันระหว่าง “การปรับตัวทางกายภาพ” และ “การประกันภัย” โดยการปรับตัวทางกายภาพจะช่วยลดระดับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินโดยตรง ขณะที่การประกันภัยจะเข้ามาทำหน้าที่บริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงินส่วนที่ยังคงหลงเหลืออยู่

ดังนั้น การทำประกันภัยจึงไม่ได้เข้ามาแทนที่การเตรียมความพร้อมล่วงหน้า หากแต่เป็นกลไกที่ทำงานควบคู่ไปกับการปรับตัวทางกายภาพ เพื่อช่วยปกป้องและรักษาความยืดหยุ่นทางการเงินขององค์กรให้มั่นคง ช่วยให้ธุรกิจดำเนินต่อได้อย่างยั่งยืน




 

ชวนมองน้ำเป็น “เหรียญสองด้าน” จัดการดี สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้

ในบริบทของการจัดการน้ำในไทย ผศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ สุทธินนท์ อาจารย์จากภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้ความรู้เรื่อง” Water Economy” หรือการสร้างเศรษฐกิจจากการบริหารจัดการน้ำ โดยชวนให้มองน้ำเป็น “เหรียญสองด้าน”

“ด้านหนึ่ง น้ำ เป็นทรัพยากรที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้าง GDP และรายได้ให้กับภาคเกษตรและอุตสาหกรรม หากจัดสรรน้ำได้ถูกที่ถูกเวลาจะสร้างมูลค่าได้มหาศาล แต่ในอีกด้าน น้ำ เป็นตัวแปรสำคัญที่ก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจได้ถ้าเกิดภัยแล้งหรือน้ำท่วม ดังนั้น การบริหารจัดการน้ำจึงต้องทำคู่ขนานกันไปทั้งการวางแผนนำน้ำไปใช้ประโยชน์ และการลดผลกระทบเมื่อน้ำมีมากเกินไปจนเกิดน้ำท่วม หรือเกิดสถานการณ์ขาดแคลนน้ำจนเกิดภัยแล้ง”

“อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมา พื้นที่ภาคกลางโดยเฉพาะกรุงเทพฯและปริมณฑล เป็นบริเวณที่แบกรับความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงที่สุดหากเกิดภัยพิบัติเกี่ยวกับน้ำ การวางแผนจัดการน้ำต้องตามให้ทันความเปลี่ยนแปลงและตอบโจทย์ 2 ปัจจัยเสี่ยงหลัก คือ การขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว ทรัพย์สินและโครงสร้างพื้นฐานกระจุกตัวอยู่หนาแน่น ชุมชนเมืองจึงเสี่ยงต่อภาวะน้ำท่วมขังมากขึ้น และอีกปัจจัยหนึ่ง คือ ความแปรปรวนของสภาพอากาศ ที่ทำให้เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมในพื้นที่ที่ไม่เคยท่วมมาก่อน”

ทั้งนี้ ผศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ ยังย้ำว่าความมั่นคงด้านน้ำ หรือ Water Security และการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านน้ำเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติจะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งถ้าทำได้ ย่อมทำให้นักลงทุนมั่นใจที่จะลงทุนและขยายฐานการผลิตในไทยด้วย




 

ธุรกิจและชุมชน เส้นทางที่ต้องเดินไปด้วยกัน

การวางแผนเพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันตามแนวคิด Private & Public Value Alignment เป็นอีกหนึ่งในหัวใจสำคัญของกรอบการจัดทำ “งบดุลความยืดหยุ่น” หรือ Resilience Balance Sheet ที่ Swiss Re แนะนำให้ภาคธุรกิจนำมาปรับใช้ เพื่อรับมือความเสี่ยงด้านน้ำและสภาพภูมิอากาศให้พ้นขอบเขตของแต่ละกิจการเพียงอย่างเดียว โดยต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับ 3 ภาคส่วน “ภาคเอกชน ภาครัฐ และชุมชน” ไปพร้อมกัน

สำหรับภาคเอกชนหรือธุรกิจ ต้องมุ่งมั่นลดความเสียหายทางกายภาพที่เกิดขึ้นจากภัยพิบัติให้น้อยลง ทำให้กิจการเปิดดำเนินการต่อได้เร็วขึ้นและลดจำนวนวันที่ต้องหยุดทำงาน ซึ่งถ้าทำได้ย่อมรักษาโอกาสและรายได้ของธุรกิจไม่ให้ได้รับผลกระทบหลังเกิดภัยพิบัติ โดยต้องทำควบคู่ไปกับการดูแลชุมชน ป้องกันไม่ให้ประชาชนและแรงงานในพื้นที่ต้องสูญเสียแหล่งทำมาหากิน รายได้ หรืออาชีพจากภัยน้ำท่วมและภัยแล้ง ช่วยให้ชุมชนท้องถิ่นมีความปลอดภัย ดำรงชีวิตได้อย่างปกติที่สุด และลดผลกระทบทางสังคมที่จะเกิดกับกลุ่มคนเปราะบางให้ได้มากที่สุด

ส่วนภาครัฐ มีหน้าที่หนุนเสริมด้วยการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ไม่ให้หยุดชะงัก ขณะเดียวกัน ต้องช่วยเปลี่ยนจากการจ่ายงบประมาณชดเชยความเสียหายเฉพาะหน้า มาเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยสร้างความยืดหยุ่นและภูมิคุ้มกันน้ำในระยะยาว

การเปลี่ยนผ่านจากวิกฤตน้ำ หรือ Water Crisis สู่การสร้าง ภูมิคุ้มกันน้ำ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการกู้ภัยหรือการตั้งรับหลังเกิดเหตุ แต่คือการเปลี่ยนกรอบความคิดจากการซ่อมแซมความเสียหายไปสู่การสร้างการเติบโตที่ยืดหยุ่น หรือ Resilient Growth เพราะทรัพยากรน้ำไม่ได้เป็นจำเลยที่ทำให้เกิดภัยพิบัติเท่านั้น ทว่า ในอีกด้าน ถ้าเราสามารถบริหารจัดการน้ำได้ น้ำ ย่อมกลายมาเป็นต้นทุนที่ใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดึงดูดการลงทุนเพื่อสร้างรายได้ให้คนในประเทศได้อย่างยั่งยืน


 

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ผู้ถือหุ้นประจำปี สุทธิเกียรติ   จิราธิวัฒน์ (ที่ 5 จากขวา) ประธานกรรมการ   บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด(มหาชน)   เป็นประธานในที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2563   จัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้น พร้อมด้วยสุทธิชัย   จิราธิวัฒน์        (ที่ 5 จากซ้าย) รองประธานกรรมการ และคณะกรรมการบริษัทโดยมี   วิเชียร   เตชะไพบูลย์(ที่ 4 จากขวา), สุทธิศักดิ์   จิราธิวัฒน์ (ที่ 3 จากขวา), ปริญญ์   จิราธิวัฒน์ (ที่ 2 จากขวา), พิสิฐ   กุศลาไสยานนท์ (ที่ 4 จากซ้าย), โสภาวดี          เลิศมนัสชัย (ที่ 3 จากซ้าย), ธีระยุทธ   จิราธิวัฒน์ (ขวาสุด), เกริด เคิร์ก สตีป (ที่ 2 จากซ้าย) และนรชิต   สิงหเสนี   (ซ้ายสุด)   เข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน    ณ ห้องบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ภาพบุคคลจากซ้ายไปขวา 1.         นรชิต     สิงหเสนี      ...
ไทยประกันชีวิตต่อยอดแนวคิด Eco-Health System ชวนวิ่งเพื่อเสริมสร้างสุขภาพในรูปแบบ Virtual Run “ Run To The World 2020 ” วิ่งขนานกับมาราธอนระดับโลก โดยไม่ต้องเดินทางไปแข่งขันจริง รองรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน พร้อมมีส่วนร่วมช่วยเหลือสังคม รายได้ส่วนหนึ่งสมทบโครงการ “หนึ่งคนให้ หลายคนรับ เพื่อชีวิตใหม่หัวใจเด็ก” ผ่าตัดเด็กโรคหัวใจที่ขาดแคลนโอกาส นางดวงเดือน คงคาสวัสดิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากแนวคิดการดำเนินธุรกิ จมุ่งสู่การเป็นทุกคำตอบของชีวิต หรือ Life Solutions ผ่านการส่งมอบสุขภาพที่ดี ชีวิตที่มั่งคั่ง มั่นคง และการสร้างความสุขด้วยการเติมเต็มคุณค่าชีวิตให้กับลูกค้าและคนไทย ไทยประกันชีวิตจึงวางแนวทางการ สร้าง Eco-Health System เพื่อส่งเสริมสุขภาพที่ดีอย่างครบวงจร ในปี 2563 ไทยประกันชีวิตจึงร่วมมือกับพันธมิตร บริษัท ไทยดอทรัน จำกัด จัดกิจกรรมวิ่งในรูปแบบ Virtual Run เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ผู้ที่รักสุขภาพและชื่นชอบการออกกำลังกายด้วยการวิ่ง โดยจัดเป็นซีรีย์พิเศษ “ Run To The World 2020 ” กิจกรรมวิ่งที่ทำให้ทุกคนสามารถเป็...
กสิกรไทยส่งคลิปภาคต่อ สร้างความรู้สึกดีๆ # รวมใจไม่ทิ้งกัน คุณค่าของการ "ให้" ที่ทำให้คนไทยไม่เคยทิ้งกัน             ธนาคารกสิกรไทย ปล่อยคลิปภาคต่อ # รวมใจไม่ทิ้งกัน คุณค่าของการ "ให้" ที่ถ่ายทอดเรื่องจริงจากเจ้าของธุรกิจในช่วงเวลาที่เดือดร้อนจากวิกฤตโควิด -19 ที่มาแบบไม่ทันตั้งตัว ส่งผลกระทบกับทุกคน แต่จากการ “ให้” และการ “ไม่รับ” ทำให้ทุกคนรอดไปด้วยกัน ช่วยต่อธุรกิจ และต่อลมหายใจให้กับทุกคน             ภาพยนตร์โฆษณา นี้สร้างจากเรื่องจริงของลูกค้าส่วนหนึ่งจากลูกค้านับแสนรายที่ธนาคารฯ ได้พบระหว่างดำเนินการให้ความช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากโควิด- 19 ในโครงการ “สินเชื่อ 0 % เพื่อรักษาคนงานเอสเอ็มอี” จึงอยากถ่ายทอดเรื่องราว เพื่อเป็นกำลังใจให้กับเจ้าของธุรกิจทุกคน แม้ในยามยากลำบากยังมีคนที่พร้อมจะเสียสละเพื่อคนอื่นอยู่เสมอ เป็นสิ่งสวยงามที่เกิดขึ้นในยามวิกฤต โดยได้ถ่ายทอดเรื่องจริงของเจ้าของธุรกิจ 2 บริษัทที่ต้องพาธุรกิจและพนักงานฝ่าวิกฤตโควิ...